un's profile*** Friend is like the s...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    01 April

    ปิดเทอมหน้าร้อน

    เมื่อถึงเดือนเมษา  คนเป็นครูก็ต้องได้หยุดทำงานหนึ่งเดือนเต็ม
    แต่ทุกปีที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะได้หยุดแบบเต็มที่
    ปีนี้ก็คงเหมือนกัน  ก็วันนี้วันที่ 1 เมษา ยังนั่งทำงานอยู่ที่โรงเรียน
    ก็งานยังไม่เสร็จนี่เนอะ  ทำไงได้ ทำตัวเองแท้ๆ
    เฮ้อ! ...
    อยากไปเที่ยวจัง  แต่ไม่รู้จะไปไหน  เพราะร้อนสุดๆ
    แต่อยากรู้จัง  ทำยังไงให้เลิกคิดถึงคนบางคนได้ซะที
    ถามตัวเองทุกครั้งที่มันรู้สึกแบบนั้น  ไม่ได้อยากจะคิดถึง
    แต่ในหัวมันมีแต่เรื่องของคนคนเดียววนเวียนอยู่ตลอดเวลา
    ทั้งที่พยายามตัดใจ ทำใจ พยายามทำให้ตัวเองเลิกคิด
    แต่ยังไงก็ทำไม่เห็นได้ซะทีเลย
    นี้เราจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
    หรือต้องเป็นแบบนี้ตลอดไปหากชีวิตของเรายังต้องเกี่ยวข้องกับเค้าอยู่นะ
    เฮ้อ! ...
     
    27 January

    ไม่ได้เข้ามาซะนาน

    ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่นะ
    ความรื่นรมย์ในชีวิตมันหายไปไหนหมด
    พูดกับใครหลายๆ คนว่ามีความสุขดี
    แต่พอต้องนั่งทำงานที่ไม่อยากทำ
    ขนาดจะนั่งตัวตรงๆ เพื่อให้ดูเหมือนว่ากำลังทำงานอย่างจริงจังยังทำไมได้เลย
    บางครั้ง...ความผิดพลาดหลายๆ อย่างของเรา
    ก็เกิดจากความไม่เข้มแข็งของตัวเราเอง
     
    10 November

    Friday Concert

    บ่นว่าอยากดูคอนเสิร์ต  แล้วก็ได้ดูสมใจ
    21 ต.ค. Body Slam : Save My Live Concert
    คอนเสิร์ตมันส์ดี  ได้ตะโกนร้องเพลงเหมือนกับได้ระบายอารมณ์
    แต่ไม่ขอบรรยายมากเพราะไม่ใช่ศิลปินคนโปรด
     
    6 พ.ย. ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ กับคอนเสิร์ตที่รอคอย
    Friday Concert - Love is Sharing 2 ตอน Yesterday Friday and Tomorrow
    และแล้ววันศุกร์  ก็ส่งความสุขมาถึง "10 ปี"
    คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของสามหนุ่มวงฟรายเดย์ (Friday)
    บอย ตรัย ภูมิรัตน, หนึ่ง เกรียงไกร วงษ์วานิช,ดุลย์ อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์
    ...ยังมีเสียงเพลงที่ทำให้ใจสดใส  ดวงดาวมากมายมีให้เราดูเต็มฟ้า  ฉันมีความสุข...
    เพลงหวานๆ ดนตรีเพราะๆ มากมายล่องลอยรอบฮอลล์พร้อมบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เหมือนกับจะสะกดคนดูทุกคนให้...
    ...อยู่ในชั่วโมงต้องมนต์  ชั่วโมงที่ใจไหวหวั่น  ราวกับดอกไม้ได้ผลิบาน  เป็นรักที่มีอยู่ข้างใน...
    แต่เพลงเศร้าจากเสียงเจ้าพ่อแห่งเพลงเหงาอย่างพี่บอย ตรัย เล่นเอาน้ำตาร่วงเหมือนกัน
    ...เพราะฉันได้แต่ยืนมอง มองเธอจากที่ไกล ไม่อาจจะยืนเคียง ยืนอยู่ในหัวใจ
       แต่ขอแค่ได้ยืนรอ รอเธออยู่ได้ไหม อาจจะมีวันใด ที่เธอจะมองฉันบ้าง...
    นอกจากวงฟรายเดย์จะขนทั้งเพลงเก่าและใหม่ทั้งสามอัลบั้มยังมีเพลงที่ผลงานส่วนตัวมาร้องให้ฟังด้วย  ไม่นึกเหมือนกันแฮะว่าจะได้ยินพี่หนึ่งร้องเพลง "ฟัง" ด้วยตัวเค้าเอง
    ...ฟ้าตอนเช้า แสงจางๆ รักบางๆ ปนคิดถึง หวังเล็กน้อยว่าเธอคงฟังว่าเลิฟ หวานน้อยๆ ลอยจากหัวใจ...
    มีแขกรับเชิญอย่างพี่บอย โกสิยพงษ์ กับ นภ พรชำนิที่มาร้องเพลง "แค่เพียงฉันและเธอ" เพลงธีมของคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้  มีจั๊กจัน และที่สำคัญ สมาชิก 2days ago kid ที่ขนกันมาครบจนล้นเวที และถ้าให้นับว่าแต่ละคนเป็นสมาชิกวงอะไรกันบ้างก็คงจะเกินสิบวง (ดีจังที่พี่ปอย Portrait มาด้วย)
    ไม่คิดว่าคอนเสิร์ตจะเล่นมาราธอนขนาดนี้นะ เริ่ม 2 ทุ่มครึ่ง เลิกเอาเกือบเที่ยงคืน  และนึกว่าจะไม่ได้ยินเพลงสำคัญซะแล้ว
    ...จะพยายามให้เธอ เว้นที่ภายในดวงใจของเธอให้กับฉันได้ยืน รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น จะทำใจ แบ่งใจให้ฉันนิดนึงพอ...
    เพลงที่ทำให้เรารู้จักวงนี้  และตกหลุมรักวงนี้มาเกือบ 10 ปีแล้วด้วย
    ...จึงมอบเสียงเพลงพูดแทนทุกอย่าง ที่ในใจฉันมี มากมายเท่าไรให้บทเพลงนี้พูดแทนฉัน เพื่อให้รู้ว่าชีวิตทั้งหมด ฉันจะมอบให้เธอเท่านั้น...
    เพลง "สิบปี" ที่เป็นเหมือนสิ่งที่แทนความผูกพันระหว่าง "วันศุกร์" กับคนที่รักเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขของวงนี้
    ชอบตอนจบของคอนเสิร์ตจังที่พี่บอยเรียกคนที่อยู่ข้างหลังให้ขึ้นมาหน้าเวที (อยู่ข้างหน้าอยู่แล้วเลยนั่งอยู่กับที่) รู้สึกว่าเค้าอยากจะให้คนดูทุกคนรับความรู้สึกดีๆ ที่พวกเค้ามอบให้ให้ได้มากที่สุด
    ...กลับมาได้รึเปล่า  กลับมาหาฉันทีได้ไหมคนดี...
    คอนเสิร์ตจบด้วยเพลงนี้เหมือนกับจะบอกว่า วงฟรายเดย์กับทุกๆ คนยังไงก็ต้องกลับมาเจอกันอีก
    เฮ้อ...ได้ฟังเพลงเพราะๆ ได้นั่งดูผู้ชายขี้อายอย่างพี่บอยพูดผิดๆ ถูกๆ แล้วทำท่าเขินๆ บนเวทีนี่มีความสุขดีจัง  เมื่อไหร่จะได้ดูอีกก็ไม่รู้ แล้วเมื่อไหร่พี่หนึ่งจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบของ Sleeper 1 บ้างนะ  (หรือมีไปแล้วแล้วเราไม่รู้หว่า)
     
    ปล. ขอบคุณโอ๊ะที่จ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตให้ก่อน ขอบคุณที่ให้ที่พักพิง (อีกแล้ว) ต่อจากนี้ไปเอิงจะไม่เข้ากรุง 3 เดือน (โอ๊ะบอกว่ามันก็พูดอย่างนี้ทุกที แต่ไม่ค่อยจะเกิน 2 อาทิตย์ก็เห็นหน้ามันอีกแล้ว) อย่าเพิ่งเบื่อเรานะ^____^555
    ปล.2 รูปนี่น่ะ  ไม่ได้ถ่ายเองหรอก ยืมคนอื่นเค้ามา
     
     
    Friday01  Friday02
    Friday04 Friday21
    Friday12Friday20  
     
    29 September

    วันครบรอบ 2 ปี

        วันนี้เป็นวันครบรอบการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครบ 2 ปี  ถ้าตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้  วันนี้ก็จะเป็นวันที่เราผ่านการทดลองงานในฐานะครูผู้ช่วยครบ 2 ปีแล้วด้วย  แต่ตอนนี้คำสั่งอย่างเป็นทางการยังไม่ออก  ตำแหน่งของเราก็ยังไม่เลื่อนขึ้น  เฮ้อ! เมื่อไหร่คำสั่งจะออกซะทีนะ  จะได้ทำเรื่องย้ายกลับบ้านซะที 
        2 ปีที่ผ่านมา กับการประเมิน ถ้าทำตัวไม่ดี  ก็อาจจะถูกประเมินไม่ให้ผ่านได้  ถ้าไม่ผ่าน  ก็จะไม่ได้บรรจุเป็นครูเต็มตัว  ทั้งๆ ที่ก็ผ่านการสอบแข่งขันมาแล้ว  สำหรับเรา  เราพยายามทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่  หน้าที่ของความเป็นครู  เราไม่ได้ทำแค่เพื่อให้ผ่านการประเมิน  คนอื่นเค้ามองเราแบบไหนไม่รู้นะ  แต่เราก็คิดว่าเรามีจรรยาบรรณของความเป็นครูอยู่มากพอ และเราก็ปฏิบัติได้ตามนั้นด้วย  แต่งานครูไม่ได้มีแค่งานสอน  งานอย่างอื่นที่อยู่ในส่วนรับผิดชอบของเรา  เราก็ทำอย่างเต็มที่  และบางทีก็ทำงานในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบมากเกินไปด้วยซ้ำ  จนมีบางคนเคยบอกกับเราว่า  ถ้าเราย้ายไปจริงๆ เราก็คงจะไม่ใช่เพียงสายลมที่พัดผ่านจากที่นี่ไปอย่างแผ่วเบาหรอก 
        ในช่วงปีแรกของการบรรจุ  ด้วยความไม่คุ้นชินกับระบบราชการ  ความด้อยประสบการณ์  และความบ้าบิ่นของตัวเราเอง  ทำให้เราไม่รู้เลยว่า  การทำให้คนที่เคยชื่นชมเรากลับเกลียดเราได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำน่ะเป็นยังไง  ทั้งๆ ที่มีคนคอยเตือนถึงความตรงเกินเหตุและการที่ชอบผ่าซากอยู่เสมอของเราว่ามันอันตราย  และแล้ว  ผลของการไม่ระวังตัวในครั้งนั้น  มันก็ยังส่งผลเสียมาถึงเราได้จนถึง ณ ปัจจุบันนี้  ก็เลยรู้ซึ่งเลยว่าไฟแห่งความโกรธเกลียดน่ะ  มันร้ายแรงซะจนความเป็นจริงและความยุติธรรมใดๆ ก็ไม่อาจดับมันลงได้
        ช่วงปีที่สอง  ปีแห่งความรุ่งโรจน์ในฐานะของครูผู้ช่วย  ผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับ การที่ทำให้นักเรียนหลายต่อหลายคนได้รับรางวัลหลายต่อหลายครั้งเป็นเรื่องน่ายินดี  แต่ไฟแห่งโทสะที่แม้ไม่ถึงขั้นลุกโชน  ก็ยังมีควันไฟที่สามารถบดบังทุกความพยายามของเราได้หมด  ไม่เป็นไรหรอก  ถึงอย่างไรการปิดทองหลังองค์พระปฏิมาก็เป็นเรื่องที่ดี  คนบางคนถึงเค้าไม่อยากจะรับรู้  แต่เราก็มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันก็คงไปรบกวนสามัญสำนึกของเค้าได้บ้าง  เว้นแต่ว่า  คนๆ นั้นจะไม่มีสามัญสำนึกเท่านั้นเอง
        แต่วันนี้ตัวเราเองสำนึกรู้แล้วว่า  จะสำคัญตัวเองไปใยเล่า  เรามันก็แค่คนตัวเล็กๆ  เหมือนอย่างคำกล่าวของท่านอังคาร  กัลยาณพงศ์  "มนุษย์เป็นเพียงผงธุลีโง่ๆ ที่อยู่บนโลก  เมื่อเทียบกับภูเขา  มนุษย์ก็กะจิ๊ดริด  ยิ่งเทียบกับทางช้างเผือก  มนุษย์ยิ่งไม่มีค่า" นั่นสินะ  สิ่งที่เราทำ  สิ่งที่เราคิดว่ามันน่าจะสำคัญและมีความหมาย  จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่มีคุณค่าอันใดเลยก็ได้  เพราะเราเองก็ไม่ได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำด้วยความจำใจมากนักหรอก  คุณค่าของคนที่เป็นครู  อยู่ที่การสอนเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านความคิด  สติปัญญา  และความเจริญทางด้านคุณธรรมจริยธรรมต่างหากล่ะ
        และตอนนี้  คงจะต้องไปรื้อฟื้นกลวิธีการทำ case study กับทฤษฎีจิตวิทยาบางเรื่องมาแก้ปัญหาของนักเรียนกลุ่มหนึ่งให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นให้จงได้  ถ้างานนี้สำเร็จ  นี่แหละจะเป็นสิ่งที่ภูมิใจที่สุดมากกว่าทุกอย่างที่ทำในสองปีที่ผ่านมาเลยแหละ
        ...แล้วค่อยฉลองการเลื่อนตำแหน่งให้ตัวเองแล้วกันนะ
      
    24 July

    อาการเหนื่อยอย่างหนัก

    เฮ้อ...ถ้าเวลาของคนเรามีซักสามสิบชั่วโมงก็ดีสิเนอะ
    เผื่อเราจะได้ทำอะไรที่อยากจะทำมากกว่านี้
    ไม่ใช่ต้องคอยทำในสิ่งที่ต้องทำ  สิ่งที่คนอื่นสั่งให้ทำ
    ก็รู้หรอกว่าเป็นหน้าที่  แล้วเราก็มีความรับผิดชอบพอด้วย
    แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้น...เหนื่อยสุดๆ
     
    ก่อนเปิดเทอมตั้งกฎของการฝึกตนอย่างหนักไว้บังคับตัวเอง 20 ข้อ
    รู้สึกดีที่ได้พยายามทำ  แล้วหลายข้อก็ทำได้ดีซะด้วย
    แต่บางข้อก็บังคับตัวเองไม่ได้  แล้วบางข้อก็มีปัญหาอื่นมาทำให้ติดขัด
    อย่างเช่น  เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม แล้วตื่น 6 โมงเช้าเนี่ย
    ตอนช่วงไม่ค่อยมีงานก็ทำได้อยู่หรอก
    แต่ตอนนี้บางทีทำงานถึงตี 2  จะให้ตื่น 6 โมงคงไม่ไหว
    ให้นอนเร็วก็ไม่ได้  แค่ปกติยังนอนเร็วไม่เป็น
    แถมช่วงนี้อาการไมเกรนหนักขึ้นเรื่อยๆ เล่นเอาปวดหัวจนนอนไม่หลับ
    พอตื่นสายก็ไม่มีเวลาทำกายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
    โรคกล้ามเนื้ออักเสบก็กำเริบอีกตะหาก  เฮ้อ...เมื่อไหร่จะมีเวลาพักรักษาตัวบ้างเนี่ย
     
    จริงๆ แล้วอยากมีเวลาไปดูคอนเสิร์ตมากกว่า 
    ทำไมคอนเสิร์ตของ BSO ไม่ค่อยจะมีตอนวันหยุดเลยน้า
    แล้วเด็ก ตจว. อย่างเราจะไปดูได้ยังไง
    เฮ้อ...อยากดูไวโอลีนคอนแชร์โตก็อดดูตามระเบียบ  เมื่อไหร่จะมีอีกละเนี่ย
     
    เอาล่ะ...มีเวลาว่างมีบ่นซะ 10 นาทีนี่ก็บุญแล้วนะช่วงนี้
    เมื่อไหร่จะได้สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำงานอย่างอื่นนะเนี่ย
    แล้วเมื่อไหร่จะได้ย้ายกลับบ้านซะที...เบื่อคนแถวนี้จะตายอยู่แล้ว
     
    24 May

    คิดถึง???

             กับคนๆ หนึ่ง แม้ว่าจะเป็นอากาศธาตุ  แต่แค่ได้คิดถึงก็มีความสุข
    ไม่คิดว่าจะได้พูดคุย  ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้พบเจอ  แค่มีโอกาสได้รอคอย
    ...ก็ดีมากแล้ว
     
             แต่กับอีกคน  ที่แม้จะไม่ได้อยู่ไกลกัน  ยิ่งรอคอยยิ่งทำให้เหนื่อย
    ยิ่งคาดหวัง  ยิ่งทำให้ผิดหวัง   จนในที่สุด  ไม่หวังอะไรเลย...จะดีกว่า
     
             แล้วคำว่า "คิดถึง" ที่ได้ยิน  หมายความว่าอะไร...
     
             "แค่อยากคุยด้วย"  "แค่หาคนรับฟังเวลาอยากบ่นเรื่องเครียดๆ"
    "แค่อยากให้ช่วยทำให้รู้สึกดีและหัวเราะได้" "แค่หาคนทำให้หายเหงา"
    หรือ "คิดถึง" จริงๆ
     
             หรือเป็นเพราะ  ช่องว่างของระยะเวลาที่ผ่านมาสำหรับเรามันนานเกินไป
    นานจนทำให้ความรู้สึกดีๆ ค่อยๆ หล่นหายไปทุกๆ วัน
     
             จนวันที่ได้ยินคำว่า "คิดถึง" อีกครั้ง  ความตื่นเต้นหรือความดีใจที่เคย
    ได้ยินคำนี้  กลับไม่มีเหลือเลย...สักนิด
     
             คงเพราะเคยคิดว่า  ไม่อยากเป็นคนที่ไร้ตัวตน...แต่ก็เป็น
    ไม่อยากเป็นเพียงคนเดียวที่คาดหวังให้เกิดความบังเอิญ...ก็ยังเป็น
    แต่ตอนนี้ความคิดแบบนั้นมันคงเปลี่ยนไปแล้ว
     
             จากนี้ไปขอเป็นแค่คนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกดี  ทำให้ยิ้มได้  หัวเราะได้
    และหายเหงา  โดยที่ไม่ต้อง "คิดถึง"  กันเลย...ก็ดี
     
    ps.หรือเพราะเราเอาเค้าไปเปรียบกับคนอีกคนมากเกินไป????????????
    01 May

    happy birth day (ย้อนหลัง 1 วัน)

    "...สุขสันต์วันเกิดนะ  ขอให้มีความสุขที่แสนพิเศษ

    และมีแต่สิ่งดีๆ ในทุกๆ วันนะ..."

    ข้อความอวยพรวันเกิดจากเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปนาน

    นานจนเราเองคิดว่าจะไม่ได้คุยกันอีกแล้ว

    แต่เค้าก็ยังจำวันเกิดเราได้...ขอบใจนะ

    ขอบคุณและขอบใจทุกคนที่อวยพรวันเกิดให้

    ขอบคุณและขอบใจทุกคนที่ให้ของขวัญวันเกิด

    และที่สำคัญ  ทุกๆ คนทำให้เรายิ้มได้และรู้สึกดี

                          

    ...ในช่วงปีที่ผ่านมา

    จากวันเกิดปีที่แล้ว  ถึงวันเกิดปีนี้

    ประมวลตัวเองดูแล้ว  รู้สึกเกลียดตัวเองยังไงไม่รู้

    รู้สึกว่าเป็นช่วงปีที่เราทำตัวไม่ดีเอามากๆ

    หงุดหงิดง่าย  ขี้โวยวาย  และไม่ควบคุมตัวเองเอาซะเลย

    ผลกระทบที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเราอย่างมากมายจนเราคาดไม่ถึง

    ซึ่งวันนี้เราก็รู้สึกได้ถึงผลเสียจากสิ่งที่เราทำแล้วแหละ

    ที่เราต้องร้องไห้บ่อยๆ  หรือเครียดจนไมเกรนขึ้นบ่อยมากๆ

    ก็ด้วยการกระทำของตัวเองนี้แหละ

    แต่ต่อไปนี้  จะไม่ทำให้ต้องเกลียดตัวเองแล้ว

    เพราะถ้าเราไม่ปรับปรุงตัว  คงมีคนอื่นเกลียดเราเพิ่มมากขึ้นแน่ๆ

    จะทำตัวดีๆ ให้สมกับที่หลายๆ คนยังเห็นคุณค่าในตัวเรา

    ยังรัก  และยังหวังดีกับเราอยู่เสมอมา...

     

    อย่างน้อยปีนี้  เราก็ไม่ร้องไห้หลังวันเกิดอย่างแน่นอน

     
     
     
    18 April

    มีทติ้งกลุ่มนินจา เฮฮาภาษาคนบ้าบอ555

    16 เม.ย. 50
    18.00 น.  ณ WINDSOR SUITES HOTEL
     
    เพื่อนในกลุ่ม 9 แฟนเพื่อน 2 น้องเพื่อน 1
    คราวนี้นัดซะที่หรู  เลี้ยงกันในโรงแรม
    แต่ก็นะ  กลุ่มเราน่ะต้องบุฟเฟ่เท่านั้นถึงจะคุ้ม
    เสียดายที่สมาชิกหายไป 3 เลยไม่ครบองค์ประชุม
    ที่จริงแล้วกลุ่มเราก็ห่างหายจากการนัดเจอกันแบบนี้มานานมาก
    ถึงแม้ก่อนถึงเวลานัดจะมีเรื่องให้เคืองใจคนในกลุ่มนิดๆ หน่อยๆ
    แต่เมื่อมารวมตัวกันแล้ว  ได้กินข้าวด้วยกัน  ได้คุยกัน
    เลยเฮฮาบ้าบอกันไปตามประสา  จนขอคิดว่าเพื่อนจะลืมเรื่องที่โกรธเพื่อนอยู่นะ
     
    ชอบบรรยากาศที่ได้เจอกันแบบนี้จังเลย
    คิดถึงสมัยอยู่ทับแก้ว  ตอนปี 1 กินข้าวด้วยกันเกือบทุกวัน
    ปีต่อๆ มาก็น้อยลง น้อยลงเรื่อยๆ  อาทิตย์ละครั้ง  เดือนละครั้ง
    ยิ่งเรียนจบ ปีละครั้งก็ยังหาโอกาสยาก
    เพราะทุกคนต่างมีภาระกิจส่วนตัว  ทั้งทำงาน เรียน ดูแลกิจการส่วนตัว
    ได้เจอกันทีก็มีความสุขดีทุกทีเลย
    ถึงแม้จะมากินๆๆๆๆๆ  คุยๆๆๆๆๆ  ถ่ายรูปๆๆๆๆๆ  แล้วก็ลาจากกัน
    แต่เพื่อนกลุ่มเราน่ะ  ไม่ใช่แค่เพื่อนกินหรอก
    ขอยืมประโยคเด็ดของดีเจปาล์ม จากหนังสือแดนศิวิไลซ์ หน่อยนะ
         "เพื่อนกินหาง่าย  แต่เพื่อนตายก็มีถมเถ"
    เพื่อนกลุ่มนินจาของเราก็คงจะเป็นแบนั้นแหละ
     
    หวังว่าจะได้เจอกันแบบนี้อึกเร็วๆ นี้นะ
     
    08 April

    ร้อนนัก...พักร้อน

    ข้อดีของการเป็นครูอย่างหนึ่งก็คือ  พอปิดเทอมก็ได้หยุดยาว
    ปิดเทอมปุ๊บ  ก็โดดขึ้นรถไฟ  แล้วนั่งเรือต่อไปเกาะสมุยทันที
    ครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟลงใต้  ครั้งแรกที่ได้มาชมทะเลใต้  เย้ๆๆ ดีใจจัง
    มีคนถามว่าทำไมถึงอยากไปสมุย  จริงๆ ไม่ได้อยากไปสมุยหรอก
    แต่อยากนั่งเรือต่อจากสมุยไปหมู่เกาะอ่างทอง  ไปเยือนทะเลในต่างหาก
     
    บนเกาะสมุยนอกจากทะเล  ชายหาด  มีน้ำตก  วัดวาอาราม ฯลฯ
    แต่จะว่าไป สมุยไม่ค่อยเป็นอย่างที่เราคิดไว้เท่าไหร่
    ในความรู้สึกเรา  สมุยกว้างใหญ่กว่าที่คิด  และก็เจริญเกินไป 
    หลายที่ที่จะไปชมต้องเสียค่าจอดรถ แถมขยะบนชายหาดหลายๆ หาดก็มีเยอะมาก  
    พื้นที่แห่งความเจริญแถบหาดเฉวงก็ไม่ต่างอะไรกับพัทยา  แล้วก็มีเซเว่นอีเลฟเว่นเยอะมากกกก
    ว่าจะนับแล้วก็ลืม  แต่ก็นะ  ยังไงก็ต้องใหญ่สมกับเป็นอำเภอๆ หนึ่งน่ะสิ
    ถึงยังไงสิ่งที่สวยงามก็ยังมีมากมาย  แถมชาวบ้านแถวนั้นก็ตอบคำถามนักท่องเที่ยวดีด้วย
     
    สิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริบนี้คือการได้ไปหมู่เกาะอ่างทอง  ได้ไปชมทะเลในอย่างที่ใฝ่ฝันมาเป็นสิบปี
    ทะเลในสวยมาก  สวยกว่าที่เห็นในทีวีกับหนังสือเยอะเลย
    แต่เจ็บใจตัวเองสุดๆ เพราะดันลืมเอาแบตกล้องไป  แบตหมดเลยไม่ได้ถ่ายรูปเลยซักรูป  เซ็งๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เลยทำได้แค่ชื่นชมความสวยงามด้วยสายตา และเก็บความประทับใจไว้ในความทรงจำเท่านั้น
     
    อยู่สมุย 4 คืน 5 วัน  นอกจากเที่ยว  เล่นน้ำทะเล  ดำน้ำ  นอนฟังเสียงคลื่น
    ยังได้อ่านหนังสือที่ค้างไว้จบตั้ง 2 เล่ม
    พออ่านบึงหญ้าป่าใหญ่ของอาจารย์เทพจบ  ยิ่งทำให้เราคิดถึงป่า
    คิดถึงช่วงเรียนมหาลัยที่พอปิดเทอมปุ๊บ  ก็ได้ไปอยู่ป่า
    ไปตั้งแคมป์ ไปเดินป่า ไปศึกษาธรรมชาติ  กับชาวชมรมอนุรักษ์ฯ
    เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับพวกรุ่นพี่ก็สอนรุ่นน้องให้รู้จักการใช้ชีวิตในป่า
    รู้จักคุณค่าของป่า  ปีต่อไป  รุ่นน้องเป็นรุ่นพี่  ก็สืบทอดเจตนารมณ์ต่อไปเรื่อยๆ
    ป่านนี้ชมรมจะเป็นยังไงบ้างนะ
    ถ้าให้เลือกไปเดินป่า  กับเที่ยวทะเล  ขอเลือกอย่างแรกดีกว่านะ
    เพราะอยู่ในป่าถึงแม้จะลำบากแต่ก็เย็นกว่าเที่ยวทะเลเยอะ
    ได้รู้จักต้นไม้  ได้รู้จักมุมมองการใช้ชีวิตจากคนที่อยู่กับป่า
    ได้ดูดาว  ได้ทดสอบกำลังและความอดทนของตัวเอง
    แต่ถามความคิดเห็นของคนที่อยู่ใกล้ตัวในช่วงนี้
    ไม่มีใครสนใจจะไปเที่ยวป่ากับเราซักคน  เฮ้อ!!!
    รอโอกาสไปเรื่อยๆ แล้วกัน  วันนึงคงมีคนใจดีชวนเราไปเที่ยวป่ากับเราบ้างล่ะนะ
     
    แต่สงกรานต์นี้ก็คงต้องทำงานอีกแล้ว  จะได้กลับไปทำบุญที่บ้านมั๊ยเนี่ย
    พอกลับจากสมุยโดนแม่ประชดว่าทำไมกลับเร็วจัง  เพราะขนาดแม่ไม่ค่อยสบายมันยังหนีไปเที่ยว
    โทษทีนะแม่  แม่คงรู้สิว่าปิดเทอมนี้ยังไงลูกสาวก็คงอยู่บ้านไม่ถึงสิบวันอยู่ดี
    แม่ยังไม่ชินอีกรึเนี่ย 555... 
     
     
     
     
     
    14 February

    happy valentine's day

    ถึง...อากาศธาตุ
            วันนี้เป็นวันวาลนไทน์   นายจำวันวาเลนไทน์เมื่อ 4 ปีที่แล้วได้มั๊ย
    วันนั้น...คอนเสิร์ตวาเลนไทน์ของวงซิมโฟนี-ออเคสตราของมหา'ลัย 
    เป็นความโชคดีที่คอนเสิร์ตจัดที่โรงละคร  เราเลยได้นั่งห่างจากนักดนตรีไม่ถึงเมตร
    และได้นั่งมองใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จัก  แต่สีไวโอลีนได้พริ้วมาก
    จนเราละสายตาจากศิลปินคนโปรดที่เราตั้งใจไปดู  มามองนายแทน  แต่อาจเป็นเพราะว่านายใส่แว่นด้วยมั้ง
    หลังจากวันนั้น  เราก็ได้แต่หวังว่าเราจะได้ดูนายเล่นคอนเสิร์ตอีกครั้ง  อีกครั้ง  และอีกครั้ง...
    แต่คงเป็นเพราะโชคชะตา  หลังจากนั้น 2 ปี  เราจึงมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกัน
    มันทำให้เรารู้สึกว่า  ถ้าเราได้คุยกันตั้งแต่วันแรกที่เจอ  เราก็คงมีเวลาได้คุยกันมากกว่านี้ก่อนที่นายไปไม่อยู่เมืองไทย
    แต่ไม่เป็นไรหรอก  เพราะระยะเวลาที่เราได้คุยกัน  มันก็เป็นเวลาที่มีค่ามากมายแล้วสำหรับเรา
            ทุกเรื่องราวที่เราได้สนทนากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง  หนัง  ประวัติศาสตร์  ศิลปะ 
    วิพากษ์สังคมหรือแม้กระทั่งวิจารณ์การเมือง มันเป็นเรื่องที่เราหาคนคุยด้วยในแง่มุมเดียวกันไม่ค่อยได้
    โดยเฉพาะเรื่องหนังสือ  นายบอกเราว่าได้อยากทำให้ตัวเองให้เป็นห้องสมุด
    ที่มีแต่หนังสือวรรณกรรมเยาวชน  เอาไว้สร้างจินตนาการและคลายเครียด
    นายเป็นคนบอกให้เราเขียนหนังสือ  ไม่เห็นต้องกลัวเลยว่ามันจะไม่ดี
    ถ้าไม่ลองเขียนก็ไม่มีงานดีๆ ออกมา  นั่นสินะ  แต่เราก็ยังไม่ทำเป็นจริงเป็นจังซะที
    เราอยากได้ยินเสียงไวโอลีนของนายอีกจัง  เสียงไวโอลีนที่ส่งผ่านมาทางโทรศัพท์
    มันทำให้ทุกวันนี้เราต้องหาเพลงคลาสสิคที่เป็นโซโล่ไวโอลีนมาฟัง
    และตื่นเต้นทุกครั้งที่เราได้ยินและได้เห็นคนสีไวโอลีน
    เพราะถ้าเป็นนาย  ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ
            เราคิดถึงเวลาที่เราได้คุยกับนาย  คิดถึงผู้ชายที่พูดเพราะมากแต่สบถออกมาทีก็เล่นเอาคนฟังอึ้ง
    คนที่พูดตรงๆ แบบที่ไม่ใช่ไม่รักษาน้ำใจ  แต่ไม่อยากให้ความหวัง
    นั่นแหละ  ข้อดีของนาย  อย่างที่นายเคยบอกเราว่า  คนเรานั้น 
    บางทีก็ไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเอง
    เพราะฉะนั้น  การที่เค้าผิดนัด  หรือลืมสัญญา  ก็เป็นวิสัยปกติที่พบเจอได้ในวิถีของมนุษย์ทั่วไป
    ก็จริงแล้วหละ เพราะยังไงเราก็เป็นแค่คนที่นายรู้จักคนหนึ่งเท่านั้น
            นายรู้ไหม  ว่านายทำให้เราไม่สามารถคุยกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่สามารถคุยกับเราแบบนายได้
    มันไม่ดีหรอกที่เอาคนหนึ่งมาเปรียบกับคนหนึ่ง  แต่เราก็ห้ามตัวเองไม่ให้เอาคนอื่นมาเปรียบกับนายไม่เคยได้เลย
    ทั้งๆ ที่เรายังไม่รู้เลยว่า  หลังจากนี้อีก 5 ปี เมื่อถึงเวลาที่นายกลับมาเมืองไทย
    นายจะนึกถึงหนังสือ a chance of sunshine แล้วทำให้เราได้มีโอกาสได้คุยกันอีกมั๊ย
            ตอนนี้อากาศที่ออสเตรียจะเป็นยังไงบ้างนะ  ไม่รู้ว่านายจะฉลองวาเลนไทน์กับใคร
    จะมีเพื่อนมากขึ้นรึยัง  จะเดินกลับบ้านคนเดียวอยู่รึเปล่า  และจะมีหนังสือวรรณกรรมเยาวชนภาษาเยอรมันมากขึ้นรึยังนะ
    เอาเป็นว่า...เราหวังว่าอากาศที่นั่นคงจะดี  และนายคงจะไม่เหงา...เหมือนเราตอนนี้นะ
            "สำหรับนาย  ยังไงก็เป็นอากาศธาตุของเราอยู่เสมอ
            สายลมน่ะ  รู้สึกได้  แต่มองไม่เห็นและไม่อาจจับต้อง
            แต่สายลม  ก็จำเป็นต่อชีวิต  เพราะอากาศจำเป็นต่อการหายใจ
            และทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้..."
     
    ____00000000________________
    __000000000000____0000000___
    _00000000000000__0000000000_
    _00000000000000_00000000000_
    __0000000000000000000000000_
    ____000000000000000000000___
    ______00000000000000000_____
    ________0000000000000_______
    __________000000000_________
    ____________000000__________
    _____________0000___________
    ______________00____________
    ______ Happy Valentine's day_____
     
    ปล. ไม่รู้จะพิมพ์ทำไมเยอะแยะ  เพราะยังไงเค้าก้อไม่ได้อ่านอยู่ดี
    เรานี่ท่าทางจะบ้าแฮะ
     

     
    12 February

    indy festival

    งานมหกรรมหนังสือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย  ครั้งที่ 4
    9 - 11 กุมภาพันธ์ 2550  ณ  สวนสันติชัยปราการ (ป้อมพระสุเมรุ)
     
    บรรยากาศยามย่ำค่ำถึงค่ำมืด  สายลมเย็นสบาย  ริมสายน้ำเจ้าพระยา
    ชอบงานปีนี้จัง  เพราะทุกทีได้แต่เดินดูของ  เลือกของ  ซื้อของ
    แต่ปีนี้ได้ขายของ  ได้พบปะผู้คนมากมาย  ได้ดูหนัง 
    และที่สำคัญได้ดูคอนเสิร์ตที่อยากดู
     
    ต้องขอบคุณที่ปีนี้พี่หญิงไปเปิดร้านขายโปสการ์ด 
    เพราะนอกจากจะทำให้เรามีอะไรทำหลังจากเครียดกับงานมาเกือบเดือน
    ยังทำให้เราได้เจอผู้คนมากมาย  ทั้งคนที่ติดต่อกันอยู่เสมอ 
    คนที่พบเจอกันเพียงครั้งคราว  คนที่เพิ่งพบหน้า แต่พูดคุยกันสนุกสนาน 
    และคนที่เคยลืมเลือนกันไป  ก็ได้กลับมาสนทนากันอีกครั้ง
    ไม่คิดเลยนะว่าปีนี้จะได้เจอคนเคยรู้จักเยอะขนาดนี้
     
    ชอบงานขายไอเดียแบบนี้นะ  ทั้งโปสการ์ดทำมือ  หนังสือ-สมุดทำมือ 
    ครื่องประดับ  ของน่ารักๆ เรามันเป็นพวกชอบดูแต่ทำไม่เป็น 
    เพราะไม่มีหัวทางศิลปะ  แต่แค่ดูก็สนุกแล้ว
     
    แต่ปีนี้โปสการ์ดเยอะมาก มีหลากหลายรูปแบบ 
    ที่ทุกๆ คนพยายามสร้างสรรค์ให้เป็นความเหมือนที่แตกต่าง
    มากจนเลือกไม่ถูก  เลยไม่ได้เลือก  และได้โปสการ์ดติดมือมาแค่
    โปสการ์ดที่พี่หญิงให้เท่านั้น  แต่ยังไงเราก็ยังรักโปสการ์ด 
    เพราะโปสการ์ดนี่แหละ  ทำให้เราได้มางานแบบนี้
    ได้รู้จักผู้คนมากมายและได้รับมิตรภาพดีๆ
     
    มาถึงคอนเสิร์ต  ตั้งหน้าตั้งตารอดูคอนเสิร์ตพาราด็อกซ์ 
    แต่ก็ดีที่ได้ของแถมเป็น supersub
    ส่วนพาราด็อกซ์น่ะ  เค้าสุดมันของเค้าอยู่แล้ว 
    นั่งดูเค้าเล่นอยู่เฉยๆ แล้วก็คิดถึงเมื่อก่อน
    ที่ดูพาราด็อกซ์ทีไรก็ต้องลุกขึ้นไปโดด 
    แต่ตอนนี้เหมือนเราจะห่างจากตรงนั้นมากแล้วนะ
    แค่ได้นั่งจ้องหน้าพี่ต้าก็มีความสุขแล้ว 
    หลังเวทีดูพี่ต้าเหนื่อยจนเราไม่อยากเข้าไปขอถ่ายรูป
    แอบถ่ายตอนเค้าถ่ายกับคนอื่นแล้วกัน 
    แต่โจอี้สิ  รื่นเริงเหลือเกิน  ขอบใจนะที่จำกันได้
    ต้องขอบใจแฟนคลับพาราด็อกซ์บางคนด้วย 
    ที่ทำให้เรารู้ว่า  เราก็ยังเป็นแฟนคลับพาราด็อกซ์อยู่เหมือนกัน
     
    เอาเป็นว่า 3 วันของงานนี้ทำให้เรามีความสุขมากๆ เลยหละ
    ขอบคุณทั้งความบังเอิญและความตั้งใจที่ทำให้เรารู้จักใครหลายๆ คน
    เพราะการสร้างมิตรภาพคือการสร้างความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต
     
     
    21 January

    หากฉันเป็นเหมือนหนังสือ

    เพลง  หากฉันเป็นหนังสือ   Artist : Portrait   Album : ลวงตา

    หากฉันเหมือนหนังสือ
    ให้เธออ่านยามเธอต้องการ
    เธอจะเลือกอ่านหนังสือแบบไหน
    เป็นบทกวีร้อยเรียง หรือเป็นเรื่องราวนิยาย
    ฉันอาจมีเรื่องราวมากมาย
    ให้เธอเลือกอ่านตามใจเธอ

    หากฉันเป็นเหมือนภาพเขียน
    ที่เธอวาดตามความพอใจ
    เธอจะให้ฉันเป็นภาพแบบใด
    เป็นภาพผู้คนร้อยพัน
    หรือภาพท้องฟ้ากว้างไกล
    ภาพความจริงความฝันอันใด
    จะเป็นไปตามใจเธอ

    ให้เธอเลือกได้ดั่งใจ
    ให้ฉันเป็นคนแบบไหน
    อ่อนแอหรือยิ่งใหญ่
    จะเป็นไปตามใจเธอ

    หากฉันเป็นเสียงดนตรี
    ให้เธอเลือกบรรเลงตามใจ
    เธอจะให้ฉันเป็นบทเพลงใด
    เป็นบทเพลงแห่งการร่ำลา
    เป็นบทเพลงรวดเร็วเร้าใจ
    ให้ร่าเริงเศร้าซึมเท่าไร
    จะเป็นไปตามใจเธอ

    ให้เธอเลือกได้ดังใจ
    ให้ฉันเป็นคนแบบไหน
    อ่อนแอหรือยิ่งใหญ่
    พร้อมจะยอมตามใจ
    ฝันถึงฉันอย่างไร
    อยากให้ฉันเป็นสิ่งใด
    อยากทำให้เธอเหมือนใจ
    ให้เป็นไปตามใจเธอ

    แต่ฉันเป็นตัวฉันเอง
    ฉันจึงเลือกจะเดินจากไป
    ต่อให้ฉันรักเธอเท่าไหร่
    แต่เป็นได้เพียงตัวเอง
    จากเธอไปพร้อมรอยน้ำตา
    ก็เพราะว่าฉันเป็นตัวเอง

    .................................

     
    บางครั้ง...คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะความรัก
    บางครั้ง...ความรักทำให้คนเราเปลี่ยนแปลง
    แต่อย่างไรก็ตาม...คนเราก็ยังเป็นตัวของตัวเอง
    และคงรักที่จะเป็นตัวเองของตัวเอง...มากที่สุด
     
    *ใครที่ชอบเพลงของพี่ปอย Portrait น่าจะชอบเพลงนี้นะ
    09 January

    เรื่องยิ้มๆ

    " ยิ้มเถิด...เหมือนขอร้อง
      ยิ้มนะ...คล้ายคำสั่ง
      ยิ้มสิ...ดั่งบอกเตือน
      ยิ้มหน่อย...เป็นถ้อยคำของช่างภาพ
      ยิ้มเป็นไหม?...คือท้าทายให้ยิ้ม
      ยิ้มทำไม?...คือไม่อยากให้ยิ้ม
      ยิ้มโดยไม่มีเหตุผล...คงเพราะอยากยิ้ม
      ยิ้มโดยไม่รู้ตัว...คงเพราะรู้สึกในใจ
      จึงเป็นไปได้ว่า...ยิ้มที่น่ารักที่สุด
      คือยิ้มอย่างไม่มีเหตุผลโดยไม่รู้ตัว "
            
              คัดมาจากมติชนสุดสัปดาห์นานแล้วหละ
              แต่ที่เอามาลงบล็อกตอนนี้  เพราะพักนี้มีคนชอบยิ้มให้เรา
              ...แล้วก็ทำให้เราแอบยิ้มบ่อยๆ ด้วย
     
    ถึง...โลกใบนั้น
              ฉันอยากเก็บรอยยิ้มของเธอไว้จัง
              ยิ้มหวานๆ ทำให้โลกยิ่งดูสดใส
              แต่ในความเป็นจริง...สำหรับฉัน
              มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนจะเลือนลาง
              เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามไขว่คว้าสักเท่าไร
              ฉันก็ไม่อาจเก็บรอยยิ้มของเธอมาไว้ในครอบครองได้
              ณ  ขณะนี้  ฉันจึงขอเพียงแค่
              เธอแบ่งปันรอยยิ้มจากโลกของเธอ
              มาเอื้อเฟื้อให้โลกของฉันบ้าง
              แค่นั้น...โลกของฉันก็คงจะสดใส
              และฉันคงสุขใจ   จนสามารถยิ้มได้
                        ...ทุกๆ วัน
     
    อืม...เพ้อเจ้อดีนะเรา  มีคนทำให้ยิ้มได้  ก็ยังดีกว่าไม่มี...จริงมั๊ย?
     
                    
    07 December

    เรื่องราวที่รับรู้

    ในบางครั้ง   เรามองภาพต่างๆ ด้วยสายตาของเรา
    สายตาที่ชอบมองโลกในแง่ดี  มองแล้วไม่ค่อยคิดอะไรซับซ้อน
    มองแค่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นว่าสวย  เราก็คิดแค่ว่ามันสวย
    มองคนที่ดีกับเรา  เราก็คิดว่าเค้าดี
     
    แต่คนเราไม่ได้รับรู้สิ่งต่างๆ แค่ก็มองเห็น
    ธรรมชาติสร้างประสาทสัมผัสให้เราตั้ง 5 อย่าง
    เพราะฉะนั้น  เมื่อเรารับรู้อะไรมากยิ่งขึ้น
    เราก็พบว่า  สิ่งที่เราเคยมองว่ามันสวย  หรือมันดีนั้น
    มันอาจไม่ได้เป็นอย่างเช่นที่เราเคยมอง
     
    โดยเฉพาะกับคนที่เราคิดว่าดี
    อาจจะใช่...ที่เค้าแสดงให้เค้าเห็นว่าเค้าดีกับเรา
    แต่ในใจเค้า...คิดอะไรดีๆ กับเราบ้างรึปล่าว
    มีเพียงเค้าเท่านั้นหละที่รู้
    แต่ก็อีกน่ะแหละ
    บางทีคนเราก็อยากจะหลอกตัวเอง
    ถึงแม้จะรู้ว่าที่เค้าทำดีกับเรามันอาจจะมีอะไรแอบแฝง
    แต่ก็อยากจะให้เค้าดีกับเราอย่างนี้ต่อไป
    แค่ขอให้เค้ายิ้มให้เราทุกวันอย่างนี้
    ...ก็ดีใจแล้ว


     
    07 November

    อ่อนแอ(อีกแล้ว)

    ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้อ่อนแอนัก
    ป่วยง่าย
    เหนื่อยง่าย
    ร้องไห้ง่าย
    ทั้งที่ยังยิ้ม ยังหัวเราะ  ยังคุยกับคนอื่นได้เหมือนกับมีความสุข
    และทั้งๆ ที่ "ไม่ได้มีความทุกข์"
    อาจจะเพราะ...
    มีอะไรหลายๆ อย่างที่เราคิดว่าเราทำแล้วสนุก  เราจะมีความสุข
    แต่พอมันหมดสนุก   ความทุกข์เลยกลับมาทำร้ายเราเอง
     
    ไม่อยากเป็นแบบนี้เลย 
    ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาเราได้ง่ายๆ
    แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ซะที
     
    แถมร้องไห้แล้ว  ก็ต้องปลอบตัวเองด้วย
    ก็จะหาใครที่ไหนมาช่วยปลอยใจล่ะ
    ไม่เห็นจะมี...และคงจะไม่มี
     
    25 September

    เพราะเรารักตัวเอง

    คนเราเกิดมาเพื่อการรักตัวเอง  และหวังให้คนอื่นรัก
    เราจึงพยายามทำตัวให้โดดเด่น
    เพื่อหวังจะให้เค้าเห็น  และหันมาสนใจ
    แต่เพราะเรารักตัวเองมากอีกเช่นกัน
    ในบางทีเมื่อถึงจุดที่เราเหนื่อยกับสิ่งที่เราทำลงไป
    และไม่เคยได้รับอะไรตอบกลับมา
    เราก็คงต้องหยุด  และพยายามตัดใจ
    เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อย
    และไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป
    เพราะเรารักตัวเอง...จริงๆ
     
     
    18 September

    วันที่อ่อนแอ

    ไม่คิดเหมือนกันนะว่าเราจะอ่อนแอได้ขนาดนี้
    ขนาดที่ว่าร้องไห้ต่อหน้าคนมากมายได้
    ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องร้องไห้ 
    รู้แค่ว่า  เราห้ามน้ำตาตัวเองไว้ไม่ไหวแล้วจริงๆ
    เพราะความเครียด  ความกดดันที่เค้าสร้างขึ้นมารบกวนเราเป็นแรมเดือน
    บวกกับการที่ใครๆ บอกว่าเราควรทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำมากที่สุด
    ทางเดียวที่จะระบายความอัดอั้นตันใจก็คงมีแต่น้ำตาของเราเอง
    ทำไมต้องให้เราไปขอโทษ กับเรื่องที่เรามั่นใจและแน่ใจว่ายังไงเราก็ไม่ผิด
    ขอโทษเพื่อให้อะไรๆ มันดีขึ้น
    ขอโทษเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง
    แต่เป็นสิ่งที่ฝืนใจ  และก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
     
    ก็ในเมื่อเรากลายเป็นเด็กก้าวร้าวในสายตาของผู้ใหญ่ไปแล้ว
    ทั้งๆ ที่เราก็ยังทำงานเต็มที่เป็นปกติ
    แต่จากที่เคยชมว่าดีแสนดี  กลายเป็นว่า 
    ทำดีให้ตายก็คงไม่มีอะไรดีในสายตา
    แล้วจะให้เราขอโทษไปเพื่ออะไร
    เพื่อให้เค้าแน่ใจว่าเรายอมรับว่าเราเป็นคนผิด
    เพื่อให้เค้าหัวเราะเยาะ  และถากถางเราให้คนอื่นฟังว่า
    สุดท้ายก็เราก็ต้องมาอ้อนวอนให้เค้าเห็นใจ
     
    แม้เรื่องนี้  จะทำให้เราทั้งเครียด  ทั้งเศร้า
    และส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของเราอย่างที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่
    แต่สำหรับเรา "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว  สิ่งนั้นดีเสมอ"
    เพราะอย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนี้มันก็ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างฉลาดขึ้น
    ถึงแม้จะสูญเสียอะไรไป  แต่เราก็ได้รับประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น
     
    คนทุกคนบนโลกล้วนแตกต่างกัน  ทั้งรูปร่างหน้าตารวมไปถึงความคิด
    ไม่มีใครคิดเหมือนเราไปหมดทุกอย่าง
    ไม่มีใครมาบังคับความคิดของเราได้ 
    เราก็ไม่สามารถทำให้คนอื่นเค้าคิดเหมือนเราได้เช่นกัน
     
    ไม่รู้ว่าบรรยากาศตึงเครียดรอบๆ ตัวจะหายไปเมื่อไหร่
    แค่หวังว่า  มันคงจะไม่มีเรื่องอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้แล้วกันนะ

     
    30 August

    Suppersub

     
    วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เข้าเวบ tatamag.com  ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เข้าได้ทุกวัน
    แต่ตอนนี้ก็เหมือนเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเป็น Paradox's Fanclub อีกต่อไปแล้ว
    เฮ้อ! คิดถึงพี่ต้า พอคิดถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตมันส์ๆ อย่างที่เคยสัมผัสแล้วก็อยากไปดูคอนเสิร์ตอีกจัง 
    เมื่อเช้าเพิ่งรู้ว่าเค้าจะออกอัลบั้มใหม่ ปล่อย single ใหม่มาแล้วด้วย เพลง"ผงาดง้ำค้ำฟ้า" ยังไม่เคยฟังเลยอ่ะ
    แถมคราวนี้ใส่สูทซะหล่อเลย  ดูจากรูปแล้วพี่ต้าผอมลงตั้งเยอะ  สงสัยทำงานหนักแฮะ
    แต่ Blog นี้ไม่ได้จั่วหัว ถึง Paradox  ซะหน่อย
    จะพูดถึง Supersub ตะหาก 
    ผลพวงจากการเข้าเวบ tatamag น่ะแหละ  เลยได้เห็น คุณ : ชายคนหนึ่ง เค้า post ไว้ว่า
     
    >>>Supersub ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง3คนอย่าง สกล สุวรรณพิสิทธิ์(ร้องนำ),กัลย์ วงศ์วิทวัส(กีต้าร์) และ ศิริพงศ์ หาญสมบูรณ์(เบส) พวกเขาได้เล่นดนตรีไปตามสถานที่ต่างๆจนกระทั่งเมื่อพวกเขาไปซ้อมดนตรีกันที่Tata Studio แล้วฝีมือไปต้องตาคุณต้า-อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา หรือ พี่ต้าแห่งParadox เข้า และหลังจากนั้นก็ได้กลายมาเป็นProducer หลักๆของอัลบั้มนี้

    แนวเพลงของ Supersub นั้น คือเพลงแนวป๊อป-ร๊อค แต่ต่างจากวงอื่นๆตรงที่ว่า พวกเขาทำ"ลายเซ็นต์" ของพวกเขาเอาไว้ทุกเพลง โดยเฉพาะสิ่งที่โดดเด่นมากๆ คือการนำเอากลิ่นอายของความเป็น"ญี่ปุ่น" มาผสมกับความเป็นป๊อป-ร๊อค ได้อย่างลงตัว และสร้างที่ทางของตนได้โดยไม่ต้องไปเทียบกับวงอื่นๆที่ออกมาก่อนหน้านั้น ประมาณว่า หากเดินไปที่ไหนแล้วได้ยินเพลงแนวนี้ เสียงร้องแบบนี้ก็น่าจะรู้เลยว่าใครทำ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

    เปิดกันมาด้วย"ทาง" เป็นเพลงนำร่อง ซาวนด์ดนตรีที่พูดมาในข้างต้นนั้น อยู่ในเพลงนี้เกือบทั้งหมด โดดเด่นมาก,"ลอง" เพลงจังหวะกลางๆ ที่หากเปลี่ยนเป็นภาษาญี่ปุ่น สามารถเอาไปทำเป็นเพลงการ์ตูนตอนปิดได้เลย,"อาการเดิม" เพลงสนุกๆ ที่มีคุณสมบัติชวนโดดได้เวลาเล่นสด แต่เสียงกีต้าร์รกหูไปหน่อย,"รอยยิ้ม" เพลงโปรโมตที่ทุกคนรู้จักกันดี โชว์เสียงของคุณสกลได้ แต่ท่อนก่อนจบน่าจะเอื้อนให้น้อยกว่านี้,"คำถาม" เพลงนี้มีเสียงโปรดิวเซอร์แว้บๆ ดนตรีคล้ายเพลง"ลอง" แต่เนื้อหาสละสลวยดี ฝีมือการเขียนของคุณกล ส่วนเพลงเด่นในอัลบั้มคือ "บรรเลง ครื้นเครง รื่นรมย์" เพลงนี้ค่อนข้างหลุดจากเพลงอื่นๆ แต่แปลกดี เนื้อเพลงและภาษาทำให้นึกถึงเพลงสมัยเก่าๆ

    ส่วนเพลงอื่นๆในอัลบั้ม ก็มีที่ทางและมีตัวตนในแบบของตัวเอง บางเพลงก็ทำให้นึกถึงงานของParadox ขึ้นมาบ้าง
    อย่างเพลง"ฤดูเดียว" ที่มีสไตล์แบบเดียวกับ"ทัชมาฮาล" กับ "ค้น" ที่มาในสไตล์"รุ้ง" งานของParadox(ก็ใครมาเป็นProducer ให้ล่ะ ฮา)

    เพลงในอัลบั้มทั้งหมด เป็นฝีมือการแต่งของสมาชิกภายในวง ถามว่าโดนไหม? ผมก็ตอบเลยว่า มันโดนและติดหู แต่มันยังไม่สามารถที่จะไปติดหูคนฟังกลุ่มใหญ่ได้ ต้องใช้เวลากันอีกหน่อยคงจะไปสู่ในวงกว้างได้ ซาวนด์ดนตรีหากฟังตามความรู้สึก ทุกคนทำหน้าที่ได้ดี เบสคุณโอมนั้นดูเด่นมากๆในบางจังหวะของแต่ละเพลง กีต้าร์คุณกัลย์ก็มีทิศทางของตน ส่วนคุณสกล เสียงร้องนั้นเหมือนที่พี่ต้าบอกไว้ มีเอกลักษณ์มากๆ แม้ท่อนเอื้อนบางเพลงเอื้อนได้ไม่สวยนัก แต่ยังอยู่ในขั้นที่ว่าไม่มากเกินไป

    Supersub คืองานชิ้นแรกของTata Studio ที่นำร่องทำงานออกมาได้"ดี" และ"มีของ" ดนตรีของพวกเขามีอนาคตไกล เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการกระจายไปสู่คนฟังในกลุ่มใหญ่อีกสักหน่อยเท่านั้น

    Supersub คืองานดีที่ไม่น่าผิดหวัง และเป็นงานที่ต้องใช้คำว่า"น่าติดตาม" ต่อพ่วงเข้าไปด้วย<<<
     .............................................................................
     
    ก็ว่าแล้วว่าทำไมกลิ่นแต่ละเพลงมันถึงได้ออกมาเหมือนพาราด็อกซ์ขนาดนี้
    ก็เพราะมันแนวเดียวกันนี้แหละ  เราเลยต้องฟังเพลงของ Supersub ทุกวันไง

     
    รูปนี้เป็นรูปจากคอนเสิร์ต "โครตอินดี้" ครั้งล่าสุด  จริงๆ ก็ว่าจะไปนะ
    แต่ไม่รู้จะไปกับใคร  จะให้ไปกับแก็งค์ยากูซ่าก็ไม่อยากอ่ะ
    เพราะตอนนี้เหมือนเราไม่รู้จักกับใครแล้ว  พวกเค้าก็คงจะไม่รู้จักเราแล้วเหมือนกัน
    ไม่เป็นไรหรอก  ยังไงเราก็จะฟังเพลงของพาราด็อกซ์ตลอดไป
    และเป็นParadox's Fanclub ตลอดไปด้วย
    (ขอเป็น Supersub's Fanclub เพิ่มอีกวงละกันนะ)
    19 August

    คำถามที่ 1

     ในชีวิตคนเรา  เราคงได้รู้จักใครต่อใครมากมาย

    แต่บางครั้งเราก็ยังอยากมีใครซักคนในชีวิต

    แล้วคำถามจึงเกิดขึ้น

        ถ้าวันหนึ่งชีวิตเรามีใครสักคนมาร่วมเดินเคียงข้าง ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร

    คำถามนี้คงเป็นแค่จุดเริ่มต้นเ  พราะถ้ามีคำถามว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรแล้ว

    เราก็คงจะต้องถามต่อไปอีกว่า

                    ชีวิตเราจะดีมั๊ย

                    คนที่เดินเคียงข้างเราเค้าจะดีกับเรามั๊ย

                    เค้าจะคอยดูแล  คอยห่วงใยเรารึเปล่า

    และที่สำคัญ    เค้าจะเคียงข้างเราตลอดไปหรือไม่

     

    นี่คงเป็นแค่คำถามตัวอย่าง

    แต่ถ้าต้องเดินร่วมทางกับใครสักคน

    แล้วต้องมีคำถามให้กับคนข้างกายมากมายขนาดนี้

         การเดินทางคนเดียว  อาจจะทำให้สบายกาย สบายใจมากกว่า...ก็ได้

                                 

    07 August

    เพราะฉันคิดถึงเธอ

    กับเวลาที่ผ่านมา
    ฉันเคยพบเจอเธอในทุกเช้า
    คำทักทายของเธอมาพร้อมกับรอยยิ้ม
    ฉันรักรอยยิ้มนั้น
    และฉัน...ยังอยากเห็นมัน
    กับเวลาที่ผ่านมา
    ฉันเคยได้ยินเสียงเธอทุกค่ำคืน
    คำถามไถ่ของเธอมาพร้อมกับความห่วงใย
    ฉันรักเสียงนั้น
    และฉัน...ยังอยากได้ยินมัน
    แต่เวลาที่ผ่านไป
    เมื่อเราไม่อาจได้พบเจอกันทุกยามเช้า
    ไม่อาจพูดคุยกันทุกเย็นย่ำ
    ฉันไม่อาจเห็นรอยยิ้ม  ไม่อาจได้ยินเสียง
    และไม่อาจรู้สึกถึงความห่วงใย
    ฉันไม่แน่ใจว่าเธอเคยรักฉันหรือไม่
    สำหรับฉัน...ฉันเคยรักเธอมาก
    ถึงแม้วันนี้ฉันอาจจะไม่รักเธอมากเท่าวันนั้น
    แต่ฉัน...ยังอยากเจอเธอ
    ...เพราะฉันคิดถึงเธอ